"W" เผย ปรับโครงสร้างทุนแล้วเสร็จภายในเดือน 6 สามารถแก้ไขปัญหาเครื่องหมาย C ได้ในระยะยาว สร้างความพร้อมการจ่ายปันผล

อังคาร ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ๐๙:๕๓
นายศิรัตน์ รัตนไพฑูรย์ ผู้บริหารบริษัท วาว แฟคเตอร์ จำกัด (มหาชน) (W) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท โดมิโน่ เอเซีย แปซิฟิค จำกัด (DOMINO'S PIZZA) (บริษัทในเครือ) เผยว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการปรับโครงสร้างทุนของบริษัท คาดแล้วเสร็จทุกกระบวนการภายในเดือน มิ.ย 64 ซึ่งส่งผลให้บริษัทสามารถล้างขาดทุนสะสม และส่วนต่ำมูลค่าหุ้นที่เกิดขึ้นในอดีตได้จนหมด แม้งบการเงินไตรมาส 1/64 ยังปรากฏส่วนของผู้ถือหุ้นต่อทุนชำระแล้วอยู่ที่ร้อยละ 47 ซึ่งเข้าเกณฑ์ให้ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย C บนหลักทรัพย์ของ W (ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 2564) โดยหากไม่มีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ทางผู้บริหารมั่นใจว่างบการเงินไตรมาส 2/64 (ออกช่วงกลางเดือน ส.ค.) จะแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทที่มีการล้างขาดทุนสะสมจากการปรับโครงสร้างข้างต้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่ไม่เข้าเกณฑ์เครื่องหมาย C อีกต่อไป และในอนาคตเมื่อบริษัทมีกำไรและกระแสเงินสดก็จะสามารถปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ทันที
W เผย ปรับโครงสร้างทุนแล้วเสร็จภายในเดือน 6 สามารถแก้ไขปัญหาเครื่องหมาย C ได้ในระยะยาว สร้างความพร้อมการจ่ายปันผล

โดยนายศิรัตน์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงผลประกอบการไตรมาส 1/64 ว่า "แม้ว่าสถานการณ์ Covid-19 จะอยู่กับเรามาตั้งแต่ปลายปี 62 และกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 63 ซึ่งกระทบต่อธุรกิจในทุก Sector โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร แต่หากพิจารณาผลประกอบการไตรมาส 1/64 เราถือว่าเราบริหารได้สำเร็จตามเป้า มีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ และมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าอุตสาหกรรมโดยรวม โดยเรามองภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารที่เน้นการขายผ่านทางหน้าร้าน และพิจารณาถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์งวด ไตรมาส 1/64 ที่ประกาศช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่ารายได้ของบริษัทส่วนใหญ่ จะปรับลดลงประมาณร้อยละ 15 - 20 จากงวดไตรมาส 1/63 ในขณะที่ธุรกิจอาหารของกลุ่ม W ที่ไม่รวม DOMINO'S PIZZA อันได้แก่ Kagonoya, Le Boeuf และกลุ่มขนม BAKE สามารถเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 30 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q1/63 คิดเป็นการเติบโตประมาณร้อยละ 75 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของฐานลูกค้าซึ่งเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์การขายตั้งแต่ช่วง COVID-19 ของปีที่แล้ว อีกทั้ง บริษัทมีการเปิดสาขาของร้านอาหารเพิ่ม คือ Kagonoya สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เมื่อเดือนธันวาคม 2563 และ Le Boeuf สาขาอารีย์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว เราสามารถบริหารให้อยู่ที่ร้อยละ 50 ได้ ซึ่งลดลงจากปีก่อนเล็กน้อยจากการปรับลดราคาสำหรับการขายสินค้าผ่านช่องทาง Delivery เพื่อให้แข่งขันได้มากขึ้น โดยในส่วนของกำไร-ขาดทุน ของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวถึงแม้จะมีต้นทุนเพิ่มเติมจากค่าใช้จ่ายการขายและบริหารมากขึ้น โดยเฉพาะค่าพนักงาน ค่าการตลาดการส่งเสริมการขายต่างๆ และค่าเช่าที่เป็นลักษณะของ GP กำไร-ขาดทุนรวมก็ไม่ได้มีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

นอกจากนี้หากพิจารณาเฉพาะธุรกิจ DOMINO'S PIZZA ซึ่งเป็นธุรกิจเรือธงที่ W เข้าลงทุนเมื่อปลายปี ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยข้อจำกัดของจำนวนสาขาและพื้นที่ที่เราสามารถให้บริการจัดส่งได้ ธุรกิจของ DOMINO'S PIZZA ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวและลูกค้าเฉพาะกลุ่มบางกลุ่มเช่นนักศึกษาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในหลายๆ สาขาที่เป็นสาขาเรือธงเช่นสาขาสุขุมวิท 22 สาขาสุขุมวิท 1 สาขาเยาวราช สาขาบางลำพู และสาขาสามย่านมียอดขายลดลงมากกว่าร้อยละ 50 อย่างไรก็ตาม เราได้มีการปรับตัวโดยหารายได้จากลูกค้ากลุ่มอื่นมาช่วย ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1/64 เราสามารถคงผลขาดทุนรวมอยู่ประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ไว้แล้วก่อนเข้าซื้อธุรกิจว่า Domino's Pizza จะมีผลขาดทุนในช่วงแรกราว 8 - 10 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นช่วง ซ่อม-สร้าง พื้นฐานธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการปรับกลยุทธ์ด้วยการออกสินค้าและโปรโมชั่นใหม่ๆ ในช่วงไตรมาส 4/63 ถึงไตรมาส 1/64 เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป brand DOMINO'S PIZZA ได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภค โดยตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 เป็นต้นมาพบว่า DOMINO'S PIZZA มียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งในบางสาขายอดขายเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว โดยคาดว่าผลประกอบการของไตรมาส 2 DOMINO'S PIZZA จะมีอัตราการเติบโตอย่างชัดเจน และในเฟสถัดไปที่เรามองจะเป็นการ "เสริม" ด้วยการปูพรมขยายสาขาใหม่ในกรุงเทพและปริมณฑลอีกไม่น้อยกว่า 15 สาขา ซึ่งจะทำให้มีสาขารวมทั้งสิ้นกว่า 40 สาขา ใน Q3/64 และคาดว่าจะขยายสาขาจนมีสาขาแตะ 50 สาขาในสิ้นปี 2564 "

ที่มา: บางกอก ออทัม

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด