การซื้อขายอาคารในเอเชียแปซิฟิกครึ่งแรกของปีมีมูลค่าสูงขึ้น 39% จากครึ่งแรกปี 63

อังคาร ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ๑๗:๓๖
รายงานที่มีชื่อว่า Asia Pacific Capital Tracker ฉบับล่าสุดจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล เปิดเผยว่า ในครึ่งแรกของปีนี้ การซื้อขายอาคารและโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์การใช้ในเชิงธุรกิจทั่วเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 83,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณกว่า 2.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 ส่วนในประเทศไทย มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น 20.5%
การซื้อขายอาคารในเอเชียแปซิฟิกครึ่งแรกของปีมีมูลค่าสูงขึ้น 39% จากครึ่งแรกปี 63

การซื้อขายที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของตลาดการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคนี้ โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่าต่ำกว่าช่วงครึ่งแรกปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤติโควิดเพียง 6%

สจ๊วต โครว์ ซีอีโอกลุ่มธุรกิจบริการด้านตลาดทุนภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอลกล่าวว่า "มูลค่าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ตลาดการซื้อขายอาคารในเอเชียแปซิฟิกกำลังกลับมา และนักลงทุนมองแนวโน้มตลาดในเชิงบวก เราคาดว่า การลงทุนซื้ออคารในภูมิภาคจะดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากมีนักลงทุนสนใจการซื้อพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ การซื้ออาคารสถานประกอบการเพื่อให้เช่ากลับแก่บริษัทผู้ขาย และการหาโอกาสซื้ออสังหาริมทรัพย์นอกกลุ่มหลัก อาทิ โรงงาน โกดัง/โลจิสติกส์ ตลอดไปจนถึงสถานดูแลสุขภาพ"

รายงานจากเจแอลแอลเผยว่า การลงทุนซื้อขายอาคารในกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่งประกอบด้วย โรงงาน โกดัง และศูนย์จัดเก็บ-กระจายสินค้า เฉพาะในไตรมาสสองของปีนี้มีมูลค่ารวมสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณเกือบ 493,000 ล้านบาท จากอานิสงค์ของการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจอีคอมเมอร์สในภูมิภาคที่ทำให้มีความต้องการสูงในการใช้อสังหาริมทรัพย์กลุ่มนี้ นอกจากนี้ ยังให้ผลตอบแทนการลงทุนสูง และมีความผันผวนน้อยกว่าอสังหาริมทรัพย์กลุ่มหลักในขณะนี้

อาคารสำนักงานเป็นอสังหาริมทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในไตรมาสสองที่ผ่านมา มีการซื้อขายเกิดขึ้นรวมมูลค่า 15,500 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 509,330 ล้านบาท การลงทุนซื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นในหัวเมืองที่ตลาดอาคารสำนักงานกำลังมีการฟื้นตัวของอุปสงค์ อาทิ ย่านศูนย์กลางธุรกิจของหัวเมืองใหญ่ในออสเตรเลีย หรือตลาดที่มีสัญญาณการฟื้นตัวของค่าเช่า เช่น สิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้

การลงทุนซื้ออาคารที่ทำการของบริษัทและให้บริษัทผู้ขาย เช่ากลับ (sale and leaseback) ในครึ่งแรกของปีนี้ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงระหว่างปี 2558 ถึง 2563 ด้วย ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ต่อปี

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนซื้ออาคารที่ทำการและให้เช่ากลับแก่บริษัทผู้ขาย โดยเฉพาะเมื่อวิกฤติโควิดเริ่มขึ้น โดยบริษัทในภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มมองหานักลงทุนเข้ามาซื้ออาคารสถานประกอบการของตนและขอเช่ากลับจากนักลงทุนผู้ซื้อ กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินเข้ามาเสริมสภาพคล่องและทำให้บัญชีงบดุลของบริษัทดูดีขึ้น ในขณะที่ยังคงสามารถใช้อาคารเป็นที่ทำการต่อไป เพียงเปลี่ยนสถานะจากการเป็นเจ้าของมาเป็นผู้เช่า ส่วนนักลงทุนที่เข้าซื้อ จะมีความเสี่ยงการลงทุนต่ำ เนื่องจากมักเป็นการทำสัญญาให้เช่ากลับในระยะยาว จึงสามารถประเมินล่วงหน้าได้ถึงรายได้และผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนซื้อ แนวโน้มเดียวกันนี้เกิดขึ้นในออสเตรเลีย โดยหลายบริษัทมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องถือครองกรรมสิทธิ์ขาดในอาคารที่ทำการ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตน

เรจินา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยประจำกลุ่มธุรกิจบริการตลาดทุนภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอล กล่าวว่า "คาดว่า การลงทุนซื้ออาคารเพื่อให้เช่ากลับแก่ผู้ขายสำหรับทั้งปีนี้ จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 15-20% จากปีที่แล้ว ส่วนการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์คาดว่า จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวไปอยู่ที่ระดับ 5-6 หมื่นล้านคอลลาร์ ภายในปี 2568"

ในประเทศไทย การลงทุนซื้อขายอาคารในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5% จากครึ่งแรกของปี 2563

ไมเคิล แกลนซี กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอล กล่าวว่า "ตลาดการลงทุนซื้อขายอาคารในประเทศไทย มีทิศทางใกล้เคียงกับของทั้งภูมิภาค อสังหาริมทรัพย์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีการลงทุนซื้อขายสูง โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 6,700 ล้านบาท คิดเป็น 40.3% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้"

"แม้สถานการณ์โควิดจะกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น เราเชื่อว่า การลงทุนซื้อขายอาคารในประเทศไทยของทั้งปีนี้ จะมีสูงกว่าปี 2563 ซึ่งมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 18,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน โดยอสังหาริมทรัพย์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์จะยังคงเป็นที่สนใจสูงของนักลงทุน จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจอีคอมเมอร์ส ในขณะเดียวกัน คาดว่า จะมีดีลการซื้อขายโรงแรมในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว" นายแกลนซีกล่าว

หมายเหตุ: การลงทุนซื้อขายในงานวิจัยของเจแอลแอล ครอบคลุมการซื้อขายอาคารที่สร้างเสร็จแล้วหรือกำลังก่อสร้าง โดยเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจ อาทิ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์/อพาร์ทเม้นท์มาตรฐานสากล โรงงาน โกดัง/อาคารจัดเก็บ-กระจายสินค้า ไม่นับรวมการซื้อขายที่ดิน คอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัย และการลงทุนทางอ้อม เช่น การซื้อกิจการหรือหุ้นของบริษัทที่พัฒนาหรือเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์

ดาวน์โหลดรายงาน Asia Pacific Capital Tracker ได้ที่ www.jll.co.th/…-2q2021

เกี่ยวกับ JLL

JLL จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลกธุรกิจบริการและบริหารการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 80 ประเทศและมีพนักงานทั่วโลกรวมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 93,000 คน  สำหรับในประเทศไทยเริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2533 ปัจจุบันเป็นบริษัทระหว่างประเทศผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้วยพนักงาน 1,600 คน

ที่มา: เจแอลแอล

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด