NDR ปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางขาย รุกออนไลน์ เดินหน้าขยายตลาด บุกแดนกิมจิ หลังมาร์จิ้นสูง พร้อมคงเป้ารายได้ปีนี้โต 15%

พุธ ๐๘ กันยายน ๒๕๖๔ ๑๑:๑๗
"ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR เผยปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางขาย หวังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดสยายปีกบุกแดนกิมจิ เหตุมาร์จิ้นสูง คาดสัดส่วนรายได้ต่างประเทศปีนี้อยู่ที่ 60% และในประเทศอยู่ที่ 40% พร้อมคงเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 15% จากปีก่อน ระบุบริษัทร่วมทุน "อีทราน (ไทยแลนด์) เตรียมเพิ่มกำลังผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็น 350 คัน/เดือน หลังยอดจองเช่าพุ่งเกินคาด
NDR ปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางขาย รุกออนไลน์ เดินหน้าขยายตลาด บุกแดนกิมจิ หลังมาร์จิ้นสูง พร้อมคงเป้ารายได้ปีนี้โต 15%

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทฯได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพิ่มช่องทางการขาย โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานรายได้และกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ โดยขณะนี้ได้เริ่มทำการตลาดในประเทศเกาหลีใต้แล้ว หลังจากมองเห็นว่าตลาดดังกล่าวมีมาร์จิ้นสูง ทั้งนี้คาดว่าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศปีนี้อยู่ที่ 60% และในประเทศอยู่ที่ 40% โดยบริษัทฯยังคงเป้าหมายรายได้ในปีนี้เติบโต 15% จากปีก่อน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบภายใน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการทำ Bubble & Seal เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

นายชัยสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนธุรกิจของบริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ ETRAN ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงทุนในสัดส่วน 35% นั้น จะมีการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อกระจายจุดเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Swap Station) โดยตั้งเป้าขยายจุดบริการทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ภายในสิ้นปีอยู่ที่ 5 - 10 แห่ง และเพิ่มสาขาจำนวน 1 สาขา เพื่อใช้เป็นโชว์รูม และศูนย์ทดสอบการขับขี่ นอกจากนี้ อีทรานได้เตรียมพร้อมเพิ่มกำลังการผลิตเป็นเดือนละ 350 คัน จากเป้าเดิมที่ 100 คันเนื่องจากมีคำสั่งจองเช่าและซื้อเข้ามามากกว่าที่คาดการณ์ไว้

กรรมการผู้จัดการ NDR กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 2/2564 บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 202.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 158.06 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.86 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ผลประกอบในไตรมาส 2 เติบโตไม่มากนัก เป็นผลมาจากสถานการณ์โควิดที่ระบาดมากขึ้นจึงทำให้มีการปิดประเทศเป็นช่วงๆ ในหลายๆ ประเทศที่เราทำตลาดอยู่ แต่อย่างไรก็ดียอดขายในประเทศและต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้น และบริษัทฯ ได้มุ่งเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพจึงทำให้บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอัตรากำไรได้ดีอยู่

ที่มา: เอ็น.ดี.รับเบอร์

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด