NFT พลิกโฉมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สู่ "ตลาดศิลปะดิจิทัล"

อังคาร ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๔ ๑๑:๐๖
การเกิดขึ้นของตลาด NFT (Non-fungible Token) กำลังจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั่วโลก และถือเป็นโอกาสใหม่ของนักสร้างสรรค์ไทยและอุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในการก้าวสู่ "ตลาดศิลปะดิจิทัล" หรือ "ตลาด NFT" ด้วยการแปลงผลงานของตนเองให้เป็นรูปแบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้จากการขาย
NFT พลิกโฉมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สู่ ตลาดศิลปะดิจิทัล

NFT กับศิลปะในยุคดิจิทัล
NFT คือ สินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่สามารถทำซ้ำหรือดัดแปลง ซึ่งจะบันทึกอยู่ในระบบบล็อกเชน (Blockchain) ที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ดังนั้น นักสร้างสรรค์สามารถแปลงผลงานของตนเอง อาทิ งานศิลปะ เพลง ภาพยนตร์ ข้อความ วิดีโอ รูปภาพ หรือสินทรัพย์ทางกายภาพอื่น ๆ (Physical Asset) มาเป็นรูปแบบดิจิทัล พร้อมกับสร้างรายได้จากค่าลิขสิทธ์ (Royalty Payments) จากการแปลงผลงานของตนเองเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อรักษาความเป็นต้นฉบับ สร้างสภาพคล่องให้กับผลงาน

โดยช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล NFT (Non-fungible Token) ทั่วโลก ได้สร้างปริมาณการซื้อขายสูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 47,250 ล้านบาท โดยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 2,627% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยตลาดซื้อขาย หรือ Marketplace ที่มีมูลค่าการซื้อขายมากที่สุด ได้แก่ NBA Top Shot, CryptoPunks, OpenSea และ Rarible ซึ่งคิดเป็น 73% ของปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมด

CEA เตรียมพร้อมนักสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาด NFT
ต่อเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA เล่าว่า ในอนาคต NFT ยังมีอิทธิพลต่อหลายวงการของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งศิลปะ ดนตรี ทรัพย์สินทางปัญญา โฆษณา รวมไปถึงวงการอินฟลูเอนเซอร์ ที่มองหาความเป็น Original โดย NFT จะช่วยเปิดโอกาสให้ศิลปินเหล่านี้ได้รับผลตอบแทนจากผลงาน โดยการทำสิ่งที่เคยเป็นสาธารณะให้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนตัว อีกทั้งยังทำให้การซื้อขายงานศิลปะไร้ขอบเขตสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในโลกดิจิทัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสีสันในวงการศิลปะและนักลงทุน รวมถึง Creative Economy ในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี การเข้าสู่ตลาดศิลปะดิจิทัล นักสร้างสรรค์ไทยจำเป็นต้องเข้าใจระบบทำงานของ NFT เป็นอันดับแรก ด้วยเหตุนี้ CEA และสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จึงได้เล็งเห็นถึงโอกาสในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นทักษะแห่งอนาคตจึงได้จัดทำกิจกรรมและโครงการ เพื่อเสริมสร้างทักษะให้นักสร้างสรรค์ ได้แก่

  1. โครงการ สรรสร้างโอกาสในตลาดดิจิทัลอาร์ตไปกับ NFT : ส่งเสริมความรู้และสร้างทักษะการจัดการ Non-Fungible Token (NFT) แก่บุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จำนวน 4 สาขา ได้แก่ ภาพถ่าย ดิจิทัลอาร์ต การออกแบบคาแรกเตอร์ และดนตรี โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 6 ราย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างทักษะการบริหารจัดการ NFT พร้อมให้ข้อมูลเบื้องต้นและข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจกระบวนการทำงานในภาพรวมของ NFT ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน การตั้งค่ากระเป๋าเงินเพื่อการเก็บสินทรัพย์อย่างปลอดภัย การแลกเปลี่ยนอีเธอร์ (Ether) และวิธีการสร้าง (Mint) NFT โดยเนื้อหาในกิจกรรม ประกอบด้วย
  • การตลาด (การตั้งราคา การหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และการสร้างแบรนด์)
  • การบริหารและการเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย Hardware wallet
  • การเปิดใช้งานตลาด NFT (OpenSea)
  • การตั้งเป้าหมาย และการสร้างสรรค์ผลให้มีประสิทธิภาพ
  1. กิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ NFT สำหรับนักสร้างสรรค์ : เป็นกิจกรรมสัมมนาเพื่อสนับสนุน (สนับสนุนค่าใช้จ่าย) การเข้าตลาด NFT และสร้างความตระหนักถึงตลาด NFT ให้เป็นที่รับรู้แก่นักสร้างสรรค์ศิลปินจากกลุ่มสาขาทัศนศิลป์ ภาพถ่าย กราฟิก การออกแบบคาแรกเตอร์ เสริมสร้างความเข้าใจต่อเทคโนโลยีบล็อกเชนและ NFT สร้างทักษะการบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล และการบริหารจัดการหน้าร้านบนตลาด NFT รวมไปถึงการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล NFT ให้ปลอดภัย

นอกจากนี้ ปี 2565 CEA เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมรายได้ให้ นักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง โดยการสร้างผลงานในกลุ่มผู้ฟังที่หลากหลายไร้พรหมแดน เพื่อเปิดการขายผลงานในรูปแบบ NFT กำหนดเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมในเดือนมกราคม 2565 โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับอบรมเรียนรู้ ทำความเข้าใจในการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบ NFT จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างสรรค์งานเพลงใหม่ ที่ตอบรับตลาด NFT ซึ่งทีมงานจะคัดเลือก 10 ผลงานของผู้เข้าร่วม เพื่อให้เงินสนับสนุนพัฒนาผลงานเพลงดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น และนำผลงานทั้ง 10 เปิดขายในตลาด NFT เป็นครั้งแรก คอยดูแลและให้คำแนะนำเรื่องการขายแก่ผู้เข้าร่วม จนสามารถสร้างรายได้จากการขายผลงานชิ้นนี้

ด้านนายศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Bitcast กล่าวว่าในอดีตโลก Internet of Information หรือยุคของการส่งข้อมูลข่าวสาร เคยสร้างปัญหาให้ครีเอเตอร์ และปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จนก้าวเข้าสู่ยุค Internet of Value ครีเอเตอร์เริ่มมองเห็นหาทางในการรักษาสิทธิที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้แล้วด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยการทำให้งานศิลปะทุกชิ้นมีความแตกต่าง ด้วยการพัฒนามาตรฐานที่เรียกว่า Non-Fungible Token หรือ NFT ขึ้นมา โดยเทคโนโลยีบล็อกเชนนับเป็นดาต้าเบสประเภทหนึ่งที่เก็บ Single of Truth หรือความจริงหนึ่งเดียวที่แก้ไขยาก จึงเอาคุณสมบัตินี้มาก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น โดยปกติไอเท็มในเกมมีความหลากหลาย มีทั้งไอเท็มธรรมดาใช้แทนกันได้เหมือน Fungible แต่ก็มีบางไอเท็มที่หายาก มีอยู่แค่ 2-3 ไอเท็มในโลก ก็คิดกันว่าจะทำอย่างไรให้ไอเท็มเหล่านี้มันมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สอดคล้องกับ นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ Bitkub ที่ได้กล่าวถึง NFT และอนาคตวงการศิลปะดิจิทัลในกิจกรรมเสวนาออนไลน์ Creative Weekend ที่ CEA ร่วมกับ The Standard Pop ว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเราเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างเป็นดิจิทัลข้อดีคือทุกอย่างรวดเร็วในการส่งถึงกันแต่ข้อเสียคือมันถูก copy ไว้ได้ทุกอย่างไม่อั้น แต่พอโลกของเรามีสิ่งที่เรียกว่าบล็อกเชนขึ้นมา มันทำสิ่งที่ตรงข้ามกับอินเทอร์เน็ต เราสามารถตรวจสอบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนไปเร็วมาก เร็วกว่าที่ทุกคนคิดเยอะมาก ทุกคนอย่าประมาทความเปลี่ยนแปลงของโลกดูจากภาพรวมหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นการมาของเทคโนโลยี 5G, Big Data, AR, VR, IOT, AI รวมถึงบล็อกเชน จะเปลี่ยนแปลง Digital Economy มาแน่นอน ไม่มีใครหยุดการเปลี่ยนแปลงของโลก การมาของบล็อกเชนมันคือโอกาสและความเสี่ยง สำหรับคนกล้าเปลี่ยนแปลงและคนยึดติดกับความสำเร็จแบบเดิม ๆ เราไม่จำเป็นต้องเก่งมากแต่เราจะต้องลงมือทำ ถ้าเราเข้าใจเทคโนโลยีประเทศไทยของเราจะหลุดกับกับดักรายได้ปานกลาง

ศิลปะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ไม่เพียงเท่านี้อุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศและแผ่อิทธิพลทางความคิด โดยประเทศไทยที่ได้นำอุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยมาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์พร้อมนำรายได้เข้าประเทศ โดยมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมทัศนศิลป์มีแนวโน้มในการเติบโตไปในทิศทางที่ดี โดยช่วงปี 2557 - 2561 มูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมทัศนศิลป์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 18,021 ล้านบาทในปี 2557 เพิ่มสูงถึงกว่า 23,091 ล้านบาทในปี 2561 ซึ่งจากสถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมทัศนศิลป์มีอัตราเติบโตไปในทิศทางที่ดี และหากเปรียบเทียบอัตราการเติบโตกับค่าเฉลี่ยของ 15 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พบว่า ในช่วง 4 ปีแรก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง แต่ในปีล่าสุดกลับมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

ด้าน นางวรินดา เธียรอัจฉริยะ นายกสมาคมการค้าส่งเสริมอุตสาหกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (CAPT) กล่าวเสริมว่า ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม โดยแต่ละปีคนไทยจ่ายเงินเกี่ยวกับศิลปะประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มที่จะเติบได้อีกมาก แต่กลับเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ ค่อนข้างน้อย จำนวนผู้เข้าชมงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไม่ได้มีมากพอที่จะสร้างอำนาจต่อรองให้กับคนทำงานในอุตสาหกรรมนี้ได้เท่าที่ควร สมาชิกที่มารวมตัวกับสมาคมฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ภัณฑารักษ์ ศิลปิน โปรดิวเซอร์ กลุ่มผู้จัดงานศิลปะร่วมสมัย จึงเห็นร่วมกันว่าควรมารวมกันเพื่อให้มีตัวแทนในการประสานงานภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่ขึ้น เป็นกระบอกเสียงที่ดังขึ้น และสามารถสร้างพลังการต่อรองที่เข้มแข็งมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คนยังมองว่าคนทำงานศิลปะคือไส้แห้ง แต่จริง ๆ มันเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวและทำรายได้ให้กับเมืองของเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ารัฐให้โอกาส ให้การสนับสนุนจริงจัง เราก็สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เกิดเป็นกระแสเหมือน K-pop ของเกาหลีได้ เราอยากเห็นอุตสาหกรรมเราใหญ่ขึ้น อยากให้คนเข้ามาร่วมกับเราให้มากขึ้น ให้เราตัวใหญ่ขึ้น คนจะได้มองเห็นเรา ยิ่งมีคนหลากหลายวงการเข้ามาร่วม งานที่เราสร้างออกไปก็จะยิ่งมีเอกลักษณ์มากขึ้น ศิลปินเราเก่ง แค่มีเวทีให้เขาเท่านั้น จึงอยากฝากให้ภาครัฐเข้ามาร่วมกับเรา อยากให้คนในอุตสาหกรรมมารวมกลุ่มกับเรา มารวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน มันก็ช่วยให้การทำงานมีอิมแพกที่ใหญ่ขึ้นตามมา

ที่มา: NFT

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด