วิจัยกรุงศรีเผยภาคส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวคาดยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

อังคาร ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕ ๑๓:๒๕
ส่งออกเดือนธันวาคมมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเนื่องของปีนี้ มูลค่าส่งออกเดือนธันวาคมมีมูลค่า 24.9 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 24.2% YoY เติบโตในอัตราเลขสองหลักต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวดี นำโดย รถยนต์นั่ง (+47.3%) ผลิตภัณฑ์เคมี (+38.9%) วัสดุก่อสร้าง (+30.7%) ผลิตภัณฑ์เกษตร (+21.1%) และผลิตภัณฑ์พลาสติก (+20.2%) ตามการฟื้นตัวของของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมทั้งปัจจัยหนุนจากการเร่งนำเข้าในหลายประเทศเพื่อสต็อกสินค้าให้ทันช่วงเทศกาลปีใหม่ ด้านตลาดส่งออกมีการขยายตัวในเกือบทุกตลาดสำคัญ รวมถึงตลาดญี่ปุ่นที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน สำหรับการส่งออกทั้งปี 2564 มีมูลค่ารวม 271.2 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว17.1% จากปี 2563 มีมูลค่า 231.6 พันล้านดอลลาร์ หดตัว 5.9%
วิจัยกรุงศรีเผยภาคส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวคาดยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

สัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกในเดือนธันวาคมที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมทั้งปี 2564 ที่หักการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ ขยายตัวสูงถึง 19.8% สะท้อนการเติบโตของภาคเศรษฐกิจจริง วิจัยกรุงศรีประเมินภาคส่งออกจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยในปี 2565 โดยคาดว่าจะขยายตัว 4.5% บนฐานข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ (5.0% บนฐานข้อมูลธปท) เนื่องจาก (i) เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และเอเชีย ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ii) แรงส่งจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าสำคัญหลายรายการและการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ล่าสุดยังคงเติบโตสูงกว่า 38% และ (iii) การพึ่งพากันภายในภูมิภาคมากขึ้น (Regionalization) จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งมีผลบังคับใช้ต้นปี 2565 จะเพิ่มโอกาสให้แก่ภาคการผลิตและการส่งออกของไทย นอกจากนี้ เงินบาทที่อ่อนค่าอาจช่วยหนุนด้านรายรับของผู้ส่งออก อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปีการระบาดของโอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ อาจกระทบต่อกำลังซื้อของบางประเทศ หรืออาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งเนื่องจากมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น

ภาคท่องเที่ยวแม้ยังฟื้นช้าแต่จะได้แรงหนุนจากทางการนำมาตรการ Test&Go กลับมาใช้อีกครั้งต้นเดือนหน้า การประชุมของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ล่าสุดมีมติปรับระดับพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 44 จังหวัด และพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 25 จังหวัด (จากเดิมพื้นที่สีส้ม 69 จังหวัด) พร้อมกับคงพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) 8 จังหวัด นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติขยายโครงการแซนด์บอกซ์ไปยังบางพื้นที่ของจังหวัดชลบุรี และตราด รวมถึงการเปิดรับนักเดินทางจากทุกประเทศด้วยการนำมาตรการ Test&Go กลับมาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์

แม้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันยังทรงตัวในระดับเฉลี่ยกว่า 7 พันรายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยมีเนวโน้มลดลงอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนการระบาดจากไวรัสโอมิครอนที่ไม่รุนแรงเท่ากับช่วงการระบาดจากไวรัสเดลตา ประกอบกับความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนที่มีจำนวนกว่า 112 ล้านโดส โดยมีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส แล้วคิดเป็น 72% ของประชากร ส่วนผู้ได้รับวัคซีน 2 โดส และผู้ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น อยู่ที่ 66% และ 17% ตามลำดับ หนุนให้ทางการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด อีกทั้งการดำเนินมาตรการ Test&Go คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่อง เที่ยว หากนับตั้งแต่เริ่มดำเนินมาตรการดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ถึงสิ้นปี 2564 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมกว่า 3 แสนคน เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาส 3/2564 ที่มีประมาณ 4.5 หมื่นคน อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวค่อนข้างช้าโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากหลายประเทศ เช่น จีน อาจยังมีมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศและการกักตัวเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาด

ที่มา: ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

วิจัยกรุงศรีเผยภาคส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวคาดยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด