"ทีบีเอ็น" มั่นใจเติบโตสูงในอุตสาหกรรมการออกแบบพัฒนาซอฟต์แวร์ Low-Code หลังรับแรงหนุนจากบีทีเอส กรุ๊ปฯ

พฤหัส ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๕ ๑๑:๒๕
บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กรุ๊ปฯ เข้าถือหุ้น 25% ใน บริษัท ทีบีเอ็น ซอฟต์แวร์ จำกัด (TBN) ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนำของไทย และเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้าน ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น โดยใช้แพลตฟอร์มการออกแบบพัฒนาซอฟต์แวร์ Low-Code Development Platform (LCDP) ซึ่งการเข้าลงทุนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายธุรกิจของบีทีเอส กรุ๊ปฯ ไปสู่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โซลูชั่นที่มีการพัฒนารุดหน้าอย่างต่อเนื่อง
ทีบีเอ็น มั่นใจเติบโตสูงในอุตสาหกรรมการออกแบบพัฒนาซอฟต์แวร์ Low-Code หลังรับแรงหนุนจากบีทีเอส กรุ๊ปฯ

TBN เริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2551 โดย TBN เป็นผู้ออกแบบพัฒนา และให้บริการซอฟต์แวร์ Low-Code รายแรกที่มีประสบการณ์มากที่สุดในประเทศไทย และเป็นผู้พัฒนาโซลูชั่นต่างๆ ผ่านซอฟต์แวร์ Mendix Low Code Development Platform (LCDP) ให้แก่บริษัทชั้นนำ และบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง ในฐานะที่ TBN เป็นตัวแทนจำหน่าย Mendix LCDP ในประเทศไทย จึงมีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี และไอทีโซลูชั่นด้วยการเขียนโค้ดทั้งแบบ Low-Code และแบบดั้งเดิม

ซอฟต์แวร์ LCDP ช่วยให้ผู้ที่ไม่ใช่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ (non-developer) สามารถสร้างแอปพลิเคชั่นโดยใช้ Graphic User Interface (การเขียนโปรแกรมโดยใช้ภาพ) แบบ drag-and-drop ที่แตกต่างจากวิธีการเขียนโค้ดดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาที่ไม่มีเทคนิคเฉพาะทาง มีประสบการณ์เขียนโค้ดเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีเลย สามารถทำงานร่วมกับผู้เขียนโค้ดได้ตั้งแต่การระดมความคิด และการพัฒนาไปจนถึงการติดตั้งปรับใช้ และการใช้งานจริง จึงเป็นการช่วยลดปัญหาการขาดแคลนนักพัฒนา ลดเวลาในการพัฒนา และที่สำคัญที่สุดคือเพิ่มความเร็วในการออกสู่ตลาด

นายปนายุ ศิริกระจ่างศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TBN กล่าวว่า "เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับบีทีเอส กรุ๊ปฯ เนื่องจากจะช่วยให้เราสามารถขยายกิจการด้านเทคโนโลยี Low-Code ไปยังกลุ่มองค์กรในอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากภาคการเงิน ประกันภัย ไปถึงภาคการผลิตและค้าปลีกซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหม่ของ TBN รวมถึงขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้ง Artificial Intelligence (AI) Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) มาผสมผสานเพื่อให้ได้โซลูชั่นที่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่กลุ่มลูกค้าของ TBN เรามั่นใจว่าบีทีเอส กรุ๊ปฯ จะเป็นกำลังสนับสนุนที่แข็งแรงให้แก่ TBN ในการบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งเห็นได้จากความสำเร็จที่บีทีเอส กรุ๊ปฯ ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกับบรรดาพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมทั้งเพิ่มการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน"

ในปี 2564 TBN มีรายได้รวม 293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับปี 2563 ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) อยู่ที่ 102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดย TBNสามารถสร้างฐานลูกค้าที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก บริษัทการเงินและประกันภัย รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ (อาทิ Makro, SCB, KTC, CPF) ความสำเร็จ และผลงานอันโดดเด่นที่ผ่านมานั้น สะท้อนให้เห็นว่า TBN จะเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โซลูชั่นอย่างแน่นอน พร้อมทั้งมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โซลูชั่นในภาพรวมจะขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13% และในส่วนของเทคโนโลยี Low-Code คาดว่าจะเติบโตกว่า 30% โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลโซลูชั่นจะขยายตัวครอบคลุมทั่วทั้งภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม 4.0 ของประเทศไทย เสริมด้วยแรงหนุนจากความต้องการขององค์กรในการสร้างความทันสมัย (Modernisation) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitisation)

นายสุรยุทธ ทวีกุลวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่สายการเงิน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "เราเชื่อมั่นในแผนธุรกิจ และแนวทางของ TBN และเชื่อว่าศักยภาพของตลาดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Low-Code นี้มีมากมายมหาศาล เราคาดว่าในอนาคต TBN จะเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะผู้บุกเบิก LCDP ในประเทศไทย และตั้งตารอที่จะสนับสนุน TBN ในการเสนอขายหุ้น IPO และโอกาสทางธุรกิจจะเกิดขึ้นในอนาคตการเข้ามาเป็นพันธมิตรในครั้งนี้ จะส่งผลให้กิจการของเราขยายการเติบโตขึ้น สร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่าย 3M (MOVE, MIX และ MATCH) ของเราอีกด้วย"

บีทีเอส กรุ๊ปฯ เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีในการขยายธุรกิจให้เกิดความหลากหลาย เพราะการเข้าเป็นพันธมิตรกับ TBN หนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์โซลูชั่นชั้นนำ สอดคล้องกับกลยุทธ์ 3M ของบริษัท นอกจากนี้ จากการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมดิจิทัลที่ดำเนินรุดหน้าแบบก้าวกระโดด จะช่วยเสริมกำลังให้ บีทีเอส กรุ๊ปฯ สามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจในแวดวงดิจิทัลโซลูชั่น และสร้าง synergy ร่วมกับพันธมิตรอื่นๆ ได้ในอนาคต

ที่มา: ไออาร์ พลัส

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด