NER เผยกำไรสุทธิ Q1/65 กว่า 468 ล้านบาท เติบโต 27.97% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น มั่นใจโตต่อเนื่อง

พุธ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ๑๑:๓๙
บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) แจ้งงบไตรมาส 1 ปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 468.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.97% ด้านรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 5,592.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.68% จากคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้นและการบริหารต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับเป้าหมายการเติบโตในอีก 9 เดือนเตรียมงบลงทุน 540 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตยางพารา แผ่นปูรองปศุสัตว์ งบวิจัยและพัฒนาสินค้าปลายน้ำ พร้อมแผนลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย
NER เผยกำไรสุทธิ Q1/65 กว่า 468 ล้านบาท เติบโต 27.97% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น มั่นใจโตต่อเนื่อง

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มผู้ค้าคนกลาง ทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงาน ไตรมาส 1 ปี 2565 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 468.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.39 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 27.94% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 0.266 บาทต่อหุ้น

สำหรับปริมาณขาย 96,350 ตัน เพิ่มขึ้น 6,609 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 7.36% คิดเป็นรายได้จากการขายรวม 5,592.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 629.52 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 12.68% แบ่งเป็นรายได้จากการขายในประเทศ 3,222.30 ล้านบาท หรือคิดเป็น 57.62% และรายได้จากการขายต่างประเทศ 2,370.31 ล้านบาท หรือคิดเป็น 42.38% ของยอดขายรวม โดยยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้น 862.28 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 57.18%

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้ในไตรมาส 1/2565 เพิ่มขึ้นมาจากการที่บริษัทได้รับคำสั่งซื้อของลูกค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น สำหรับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากปัจจัยด้านปริมาณขายและราคาขายที่ขยับตัวสูง แบ่งเป็นผลต่างปริมาณเพิ่มขึ้นที่ 205.91 ล้านบาท และผลต่างราคาปรับตัวสูงขึ้นที่ 423.61 ล้านบาท นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทลดลงเกิดจากการบริหารการซื้อและใช้วัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการบริหารความเหมาะสมระหว่างราคาซื้อและราคาขายได้ค่อนข้างดี ประกอบกับการปรับตัวของราคายางพาราในทิศทางขาขึ้นส่งผลดีกับผลการดำเนินงานของบริษัท

นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมถึงเป้าหมายการเติบโตในอีก 9 เดือนว่าบริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 540 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตยางพารา แผ่นปูรองปศุสัตว์ งบวิจัยและพัฒนาสินค้าปลายน้ำ พร้อมแผนลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายบริษัท โดยแบ่งการลงทุนได้ ดังนี้

1.) งบลงทุน 90 ล้านบาทแรก ขยายกำลังการผลิตยางแท่งแห่งที่ 2 โดยการลงทุนเครื่องมือ เครื่องจักร เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 5 หมื่นตัน/ปี ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.16 แสนตัน/ปี นอกจากนี้บริษัทได้เจรจากับโรงงานยางเพื่อให้แปรรูปยาง STR ผ่าน OEM ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตรวมได้อีกราว 4 หมื่นตัน/ปี ทำให้กำลังการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 5.56 แสนตัน/ปี

2.) โครงการแผ่นปูรองปศุสัตว์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างนำเข้าเครื่องจักร กำลังการผลิตอยู่ที่ 1 ล้านชิ้น/ปี งบลงทุนราว 210 ล้านบาท

3.) โครงการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ เพื่อประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย โดยติดตั้งเพิ่ม 4 เมกกะวัตต์ ส่งผลให้ในปี 2565 บริษัทจะมีแผงโซล่าร์เซลล์รวม 5 เมกกะวัตต์ ใช้งบลงทุน 100 ล้านบาท คาดจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ราว 12 ล้านบาท/ปี

4.) โครงการหุ่นยนต์ดึงยาง เป็นการนำหุ่นยนต์ดึงยางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในสายการผลิตและลดต้นทุนแรงงาน ใช้งบลงทุน 40 ล้านบาท

5.) โครงการก่อสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าสำเร็จรูปสำหรับสินค้าในกลุ่มปลายน้ำเพื่อเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการทำกำไรในระยะยาว งบลงทุน 100 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยางพาราธรรมชาติอยู่ในช่วงฟื้นตัว ก่อนหน้านี้เกิดมาจากซัพพลายของอินโดนีเซียที่หายไป และคาดว่าอีก 3 ปี จะมีซัพพลายออกมาในตลาด รวมทั้ง อุตสาหกรรรมยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจีน เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นและเจาะตลาดรถยนต์ได้ในหลายประเทศ

ที่มา: ธามดี พลัส

ข่าวประชาสัมพันธ์ล่าสุด