ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศผลประกอบการและฐานะการเงินสำหรับงวด ครึ่งปีแรกของปี 2543 (ก่อนการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระ)

กรุงเทพฯ--21 ก.ค.--ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการและฐานะการเงินสำหรับงวด ครึ่งปีแรกของปี 2543 ก่อนการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระ สรุปผลประกอบการที่สำคัญในงวด ครึ่งปีแรกของปี 2543 (ก่อนการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระ) ธนาคารไทยพาณิชย์ แจ้งผลประกอบการเบื้องต้นก่อนการตรวจสอบในงวดบัญชีครึ่งปีแรกของปี 2543 ที่คำนวณโดยวิธีส่วนได้เสีย ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 2,032 ล้านบาท เทียบกับการขาดทุนสุทธิ 39,675 ล้านบาทในงวดเดียวกันและวิธีเดียวกันของปี 2542 โดยในไตรมาสที่ 2 ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 714 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 39,351 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ในงวดบัญชีนี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีตามมาตรฐานบัญชีใหม่ของสมาคมนักบัญชี และผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เรื่องการบัญชีสำหรับเงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อย และตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2543 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารต้องบันทึกบัญชีตามวิธีส่วนได้เสียแทนการบันทึกตามราคาทุน และปรับปรุงข้อมูลของไตรมาส 1 และของปีที่แล้วใหม่เพื่อให้เปรียบเทียบกันได้ด้วย ทั้งนี้ งบการเงินดังกล่าวได้มีการตั้งสำรอง 100% ทั้งในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยที่เป็นสถาบันการเงิน และในส่วนของธนาคารด้วยแล้ว หากคำนวณตามวิธีราคาทุน ธนาคารจะมีผลกำไรสุทธิในงวดครึ่งปีแรกของปี 2543 จำนวน 680 ล้านบาท (งวดเดียวกันของปีก่อน ขาดทุนสุทธิ 49,159 ล้านบาท) โดยเป็นกำไรสุทธิในไตรมาส 2 จำนวน 71 ล้านบาท (ไตรมาสเดียวกันของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 47, 521 ล้านบาท) ผลประกอบการที่ดีขึ้น สะท้อนถึงความสามารถในการหารายได้และการปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์ให้ดีขึ้นเป็นลำดับโดยมีรายการที่สำคัญดังต่อไปนี้ 1. ด้านรายได้ ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิจากดอกเบี้ยจ่าย (ก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ) ในงวดครึ่งปีนี้จำนวน 7,328 ล้านบาท โดยเป็นรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิของไตรมาส 2 จำนวน 3,852 ล้านบาท เทียบกับ 4,139 ล้านบาท และ 2,328 ล้านบาทในงวดครึ่งปีแรก และไตรมาส 2 ของปี 2542 ตามลำดับ รายได้ดอกเบี้ยรับและเงินปันผลสุทธิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากการแก้ไขหนี้มีปัญหามีความคืบหน้ามาเป็นลำดับทำให้ลูกหนี้สามารถจ่ายดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนดได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่ไตรมาส 1/2543 ธนาคารยกเลิกดอกเบี้ยค้างรับทั้งหมดของลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยครบ 3 เดือน ทำให้ดอกเบี้ยรับของงวดครึ่งปีแรก และไตรมาส 2 ลดลงจำนวน 618 ล้านบาทและ 180 ล้านบาทตามลำดับ ธนาคารมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจำนวน 4,088 ล้านบาท (งวดเดียวกันของปี 2542 : 4,999 ล้านบาท) ซึ่งลดลงจำนวน 911 ล้านบาท โดยเป็นผลจากรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจำนวน 288 ล้านบาท ตามปริมาณธุรกิจที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากการปริวรรตลดลงจำนวน 511 ล้านบาทตามผลของค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนลดลงและปริมาณธุรกรรมเงินกู้ต่างประเทศของลูกค้าที่ลดลง ในงวดนี้ ธนาคารมีกำไรจากการขายและตีราคาหลักทรัพย์ 1,320 ล้านบาท ส่วนใหญ่จากการขายเงินลงทุนในหลักทรัพย์ 2. ธนาคารมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานในงวดนี้ จำนวน 6,617 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 1,162 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการที่ธนาคารมีค่าใช้จ่ายพิเศษในโครงการให้โอกาสพนักงานเกษียณก่อนกำหนดในครึ่งแรกของปี 2542 ประกอบกับค่าใช้จ่ายอาคารสถานที่และอุปกรณ์ลดลงจำนวน 166 ล้านบาท 3. ธนาคารตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในงวดครึ่งปีแรกจำนวน 4,458 ล้านบาท แยกเป็นไตรมาส 1 จำนวน1,796 ล้านบาท และ ไตรมาส 2 จำนวน 2,662 ล้านบาท โดยการจัดชั้นลูกหนี้อย่างเข้มงวดและตั้งสำรองส่วนเกิน เพื่อป้องกันการเสื่อมค่าของสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งตั้งสำรองหนี้สูญบางส่วนสำหรับลูกหนี้ที่คาดว่าอาจมีปัญหาในไตรมาส 3 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักความระมัดระวังยิ่งขึ้น ในภาวะที่ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ยังไม่หมดไปอย่างสมบูรณ์ งบดุล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2543 ธนาคารมีสินเชื่อก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 475,211 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2542 จำนวน 13,287 ล้านบาท และมีดอกเบี้ยค้างรับจำนวน 3,060 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2542 จำนวน 909 ล้านบาท ธนาคารมียอดเงินฝาก 569,186 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2542 จำนวน 6,545 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.2 ธนาคารมีส่วนของผู้ถือหุ้น 53,098 ล้านบาท มีเงินกองทุนตามกฎหมาย (ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2) รวม 72,414 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 15 ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นส่วนของเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 9.7 ของสินทรัพย์เสี่ยง--จบ-- -สส-

ข่าวธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด+ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวนวันนี้

ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ให้สอดคล้องกับทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีผลวันที่ 3 มีนาคม 2568

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.25% มาอยู่ที่ 2.00% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินลดความตึงตัว สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ กนง. ประเมินไว้และสามารถรองรับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้อย่างเหมาะสม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด

"PAPPLE Series Hua Hin 24" กอล์ฟการกุศลคร... "PAPPLE Series Hua Hin 24" กอล์ฟการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ — "PAPPLE Series Hua Hin 24" กอล์ฟการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ รวมสุดยอดโปร LPGA และโปรกอล์ฟชั้นนำของไทยกว่า ...

รองศาสตราจารย์ ญาณเดช ทองสิมา (กลาง) ประธ... 'บมจ.โรงพยาบาลนครธน' แต่งตั้ง Underwriters เตรียมเสนอขายหุ้น IPO — รองศาสตราจารย์ ญาณเดช ทองสิมา (กลาง) ประธานกรรมการบริษัท บริษัท โรงพยาบาลนครธน จำกัด (ม...

เป็นหนึ่งในหุ้น IPO ที่จะได้รับปัจจัยบวกจ... 'บมจ.โรงพยาบาลนครธน' จัดโรดโชว์นักลงทุนรายย่อย ผ่านระบบออนไลน์ 29 พ.ย.นี้ — เป็นหนึ่งในหุ้น IPO ที่จะได้รับปัจจัยบวกจากเทรนด์การใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพเละแนว...

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้... ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% มีผลวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 — ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุด 0.25% ต่อปี ...

ธนาคารไทยพาณิชย์สำรองธนบัตรช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำรองธนบัตรช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เพื่อรองรับการใช้บริการของลูกค้า เป็นจำนวนเงิน 37,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 5% เนื่องจากการบริโภคของประชาชนที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและนโยบายของภาครัฐทั้งในเรื่องการอัดฉีดเม็ด...